โรคพิษสุนัขบ้า และอาการที่พบในสุนัข

โรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ ไม่ใช่โรคที่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อตัวผู้เลี้ยงด้วย และสิ่งสำคัญเมื่อมีอาการแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้ โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากอะไร อาการของสุนัขและวิธีป้องกันควรทำอย่างไร บทความนี้มีคำตอบมาให้ครับ

โรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น สุนัข แมว กระรอก กระแต หรือชะนี และเป็นโรคที่พบได้มากที่สุดในสุนัข และแมว

อันตรายที่เกิดจากโรคพิษสุนัขบ้าเกิดขึ้นได้จากการถูกสัตว์ที่เป็นโรคนี้กัด หรือข่วน โดยเชื้อจะอยู่ในน้ำลาย โรคนี้ไม่มีทางรักษาให้หายได้ หากมีอาการแล้วทำให้เสียชีวิตได้

อาการที่พบในสุนัข

สุนัขที่ได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวของโรคหลังจากถูกกัดหรือช่วน ช่วง 3-8 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 6 เดือนและจะตายภายใน 10 วัน อาการที่พบมีทั้งแบบดุร้ายและแบบซึม โดยแบ่งอาการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะแรก  สุนัขจะมีอารมณ์และพฤติกรรมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หากเป็นสุนัขขี้เล่นก็จะเริ่มหงุดหงิด ดุร้าย

ระยะที่สอง สุนัขจะเริ่มมีอาการทางประสาท กระวนกระวาย หงุดหงิดไม่อยู่นิ่ง เริ่มกัดแทะสิ่งของไม่หยุดนิ่ง ม่านตาขยายกว้าง

ระยะสุดท้าย  สุนัขจะมีอาการคางห้อยตก  ลิ้นมีสีแดงคล้ำห้อยออกมาจากปาก มีน้ำลายไหลตลอดเวลา ขย้อนอาหารคล้ายมีอะไรติดอยู่ในลำคอ มีอาการขาอ่อนแรง ทรงตัวไม่ได้และล้มพับลง กลายเป็นอัมพาตทั้งตัวอย่างรวดเร็ว และตายในที่สุด

อาการโรคพิษสุนัขบ้าที่พบในคน

โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคที่ติดต่อถึงคนได้หากได้รับเชื้อเมื่อถูกสุนัขกัดหรือข่วน เมื่อได้รับเชื้อแล้วจะมีระยะฟักตัวตั้งแต่ 3 สัปดาห์ถึง 6 เดือน หรือบางรายอาจมีระยะฟักตัวสั้นๆไม่ถึง 1 สัปดาห์ในขณะที่บางคนอาจมีระยะฟักตัวนานเกินกว่า 1 ปี

อาการที่พบในคน เริ่มจากมีอาการเบื่ออาหาร เจ็บคอ มีไข้และอ่อนเพลีย  บริเวณแผลที่ถูกกัดหรือข่วน มีอาการคันที่รุนแรง มีอาการกระสับกระส่าย กลัวแสง กลัวลม ไม่ชอบเสียงดัง เพ้อเจ้อ กลัวน้ำ กลืนอาหารและน้ำลำบาก กล้ามเนื้อกระตุก เกร็ง แน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก เป็นอัมพาต หมดสติและเสียชีวิตในที่สุด

โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้เป็นอันตรายต่อน้องหมาของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อตัวผู้เลี้ยงและคนในครอบครัว วิธีป้องกันได้ดีที่สุดต้องนำสุนัขและสัตว์เลี้ยงของเราไปฉีดวัคซีนป้องกันตามคำแนะนำของสัตว์แพทย์นะครับ

Back to Top